พร้อมไขข้อสงสัยฟรีวีซ่า vs เอกสารต้อง Legalize
ช่วงนี้หลายคนเริ่มมองคาซัคสถานเป็นจุดหมายใหม่ ทั้งเพื่อการท่องเที่ยว ติดต่อธุรกิจ ทำงาน หรือขยายการลงทุน เนื่องจากประเทศไทยและคาซัคสถานมีความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา คนไทยจึงสามารถเดินทางเข้าคาซัคสถานได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า พำนักได้ไม่เกิน 30 วันต่อครั้ง และสะสมรวมไม่เกิน 90 วันภายใน 180 วัน โดยหนังสือเดินทางควรมีอายุใช้งานเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน
อย่างไรก็ตาม คำว่า "ไม่ต้องขอวีซ่า" ไม่ได้หมายความว่าเอกสารไทยจะนำไปใช้กับหน่วยงานคาซัคสถานได้ทันที หากต้องนำเอกสารราชการหรือเอกสารทางธุรกิจของไทย เช่น สูติบัตร ทะเบียนสมรส หนังสือมอบอำนาจ หนังสือรับรองบริษัท หรือสัญญา ไปยื่นต่อหน่วยงานในคาซัคสถาน เอกสารดังกล่าวอาจต้องผ่านการแปลและรับรองตามรูปแบบที่หน่วยงานปลายทางกำหนด
ฟรีวีซ่ากับการรับรองเอกสารเป็นคนละเรื่องกัน
การยกเว้นวีซ่าเป็นเรื่องของสิทธิในการเดินทางเข้าประเทศและระยะเวลาที่อนุญาตให้พำนัก ส่วนการรับรองเอกสารเป็นกระบวนการยืนยันลายมือชื่อ ตราประทับ หรือฐานะของผู้ลงนามในเอกสาร เพื่อให้หน่วยงานต่างประเทศสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของเอกสารได้ สองเรื่องนี้อยู่ภายใต้กฎหมายคนละฉบับ ไม่เกี่ยวข้องกัน
ตัวอย่างเช่น คนไทยที่เดินทางไปจดทะเบียนสมรส ทำธุรกรรมทางธุรกิจ หรือยื่นเอกสารเกี่ยวกับการทำงานในคาซัคสถาน อาจเดินทางเข้าประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่าสำหรับการพำนักระยะสั้นได้ แต่เอกสารประกอบการดำเนินการยังต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของหน่วยงานคาซัคสถานที่รับเอกสาร
นอกจากนี้ การยกเว้นวีซ่าไม่ได้ให้สิทธิทำงานหรือพำนักระยะยาวโดยอัตโนมัติ หากเดินทางเพื่อศึกษา ทำงาน หรือประกอบกิจกรรมที่ต้องได้รับอนุญาต ผู้เดินทางต้องดำเนินการเรื่องวีซ่า ใบอนุญาตทำงาน หรือการอนุญาตอื่นที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายคาซัคสถานก่อนเริ่มกิจกรรมนั้น
ปัจจุบันเอกสารไทยยังต้อง Legalize หรือใช้ Apostille ได้แล้ว?
คาซัคสถานเป็นภาคีอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วย Apostille มาตั้งแต่ปี 2544 ส่วนประเทศไทยได้ยื่นภาคยานุวัติเข้าร่วมอนุสัญญาดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลใช้บังคับสำหรับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570
ดังนั้น ก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 อนุสัญญายังไม่มีผลใช้บังคับสำหรับประเทศไทย เอกสารไทยจึงยังไม่สามารถขอ Apostille ภายใต้อนุสัญญานี้ได้ และอาจต้องใช้กระบวนการ Legalization แบบเดิม ได้แก่ การรับรองจากกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศของไทย และการรับรองต่อโดยสถานเอกอัครราชทูตคาซัคสถานประจำประเทศไทย ตามประเภทเอกสารและข้อกำหนดของหน่วยงานที่รับยื่น
| หมายเหตุ: แม้หลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก็ไม่ควรสรุปโดยอัตโนมัติว่าจะใช้ Apostille กับเอกสารที่จะนำไปใช้ในคาซัคสถานได้ทันที เนื่องจากการเข้าเป็นภาคีโดยวิธีภาคยานุวัติอาจมีประเด็นเรื่องการคัดค้านจากรัฐภาคีเดิม ซึ่งอาจทำให้อนุสัญญาไม่มีผลบังคับใช้ระหว่างประเทศไทยกับคาซัคสถานโดยเฉพาะ จึงควรตรวจสอบอีกครั้งว่าอนุสัญญามีผลใช้บังคับระหว่างสองประเทศแล้วหรือไม่ และหน่วยงานปลายทางยอมรับเอกสารในรูปแบบดังกล่าวหรือไม่ |
ขั้นตอนการรับรองเอกสารไทยไปใช้ที่คาซัคสถาน
ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทาง
ก่อนแปลหรือรับรองเอกสาร ควรสอบถามหน่วยงานคาซัคสถานที่รับเอกสารให้ชัดเจนว่า:
- ต้องใช้ต้นฉบับหรือสำเนารับรอง
- ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาคาซัค หรือภาษารัสเซีย
- คำแปลต้องจัดทำหรือรับรองในประเทศไทยหรือในคาซัคสถาน
- ต้องผ่านกรมการกงสุลและสถานทูตคาซัคสถานหรือไม่
ข้อกำหนดเหล่านี้อาจแตกต่างกันตามประเภทเอกสารและวัตถุประสงค์การใช้งาน
ขั้นตอนที่ 2: เตรียมเอกสารต้นฉบับและคำแปล
เอกสารทะเบียนราษฎรบางประเภท เช่น สูติบัตร ทะเบียนสมรส สามารถขอเป็นภาษาอังกฤษจากสำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอได้ ส่วนเอกสารเอกชน เช่น หนังสือมอบอำนาจ คำรับรอง สัญญา อาจต้องรับรองลายมือชื่อโดย Notarial Services Attorney ก่อน ขึ้นอยู่กับลักษณะเอกสารและข้อกำหนดของหน่วยงานที่รับยื่น
ขั้นตอนที่ 3: รับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
นำเอกสารและคำแปลไปขอรับรองนิติกรณ์จากกรมการกงสุล ซึ่งจะตรวจสอบและรับรองลายมือชื่อหรือตราประทับของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง มิได้รับรองความถูกต้องของเนื้อหาในเอกสาร ผู้ยื่นควรจองคิวออนไลน์ล่วงหน้า และตรวจสอบว่าใช้บริการทางไปรษณีย์สำหรับเอกสารประเภทนั้นได้หรือไม่
ขั้นตอนที่ 4: รับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตคาซัคสถาน
ในช่วงที่ยังไม่สามารถใช้ Apostille ระหว่างไทยกับคาซัคสถานได้ เอกสารที่ผ่านการรับรองจากกรมการกงสุลไทยแล้วอาจต้องนำไปขอรับรองต่อที่สถานทูตคาซัคสถาน ทั้งนี้สถานทูตอาจกำหนดรูปแบบเอกสาร คำแปล และวิธีการยื่นที่แตกต่างกัน จึงควรติดต่อสถานทูตเพื่อยืนยันรายละเอียดก่อนทุกครั้ง
ขั้นตอนที่ 5: ดำเนินการเรื่องคำแปลภาษาคาซัคหรือรัสเซียตามที่กำหนด
บางหน่วยงานในคาซัคสถานอาจกำหนดให้เอกสารและตรารับรองแปลเป็นภาษาคาซัคหรือรัสเซีย และรับรองคำแปลตามกฎหมายคาซัคสถาน จึงไม่ควรสรุปว่าคำแปลภาษาอังกฤษใช้ยื่นได้ในทุกกรณี
WPK ช่วยอะไรได้บ้าง
WPK Notary & Translation Services ให้บริการเกี่ยวกับการเตรียมเอกสารไทยเพื่อใช้ในต่างประเทศ ได้แก่ การตรวจสอบเอกสารเบื้องต้น การแปลเอกสารภาษาไทย–อังกฤษ การรับรองเอกสารโดย Notarial Services Attorney ในกรณีที่จำเป็น การจัดทำหนังสือมอบอำนาจ และการยื่นขอรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุลแทนลูกค้า
สำหรับการรับรองที่สถานเอกอัครราชทูตคาซัคสถาน รวมถึงการแปลเป็นภาษาคาซัคหรือรัสเซีย ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดของสถานทูตและหน่วยงานปลายทางก่อนเริ่มดำเนินการ
คำถามที่พบบ่อย
คนไทยไปคาซัคสถานต้องขอวีซ่าไหม?
ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยเดินทางเข้าคาซัคสถานได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า พำนักได้ไม่เกิน 30 วันต่อครั้ง สะสมไม่เกิน 90 วันใน 180 วัน อย่างไรก็ตาม การยกเว้นวีซ่าไม่ได้ให้สิทธิทำงาน เรียน หรือพำนักระยะยาวโดยอัตโนมัติ ควรตรวจสอบวีซ่าและการอนุญาตที่เกี่ยวข้องตามวัตถุประสงค์การเดินทาง
เอกสารไทยไปคาซัคสถานต้องทำ Apostille ไหม?
ปัจจุบันอนุสัญญา Apostille ยังไม่มีผลใช้บังคับสำหรับประเทศไทยจนกว่าจะถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 เอกสารไทยจึงยังไม่สามารถขอ Apostille ได้ และอาจต้องใช้กระบวนการ Legalization แบบเดิม แม้หลังจากวันดังกล่าวก็ควรตรวจสอบว่าอนุสัญญามีผลระหว่างไทยกับคาซัคสถานแล้วหรือไม่
เอกสารต้องแปลเป็นภาษาอะไร?
ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของหน่วยงานที่รับเอกสาร บางแห่งอาจรับเอกสารภาษาอังกฤษ ขณะที่บางแห่งอาจกำหนดให้แปลเป็นภาษาคาซัคหรือรัสเซีย จึงควรสอบถามหน่วยงานปลายทางก่อนเริ่มแปลและรับรอง
ใช้เวลานานแค่ไหนในการรับรองเอกสาร?
ระยะเวลาขึ้นอยู่กับประเภทเอกสารและขั้นตอนของแต่ละหน่วยงาน ควรเผื่อเวลาสำหรับทั้งขั้นตอนกรมการกงสุลไทยและสถานทูตคาซัคสถาน แนะนำให้สอบถามระยะเวลาที่แน่นอนก่อนวางแผน
ค่าใช้จ่ายในการรับรองเอกสารประมาณเท่าไหร่?
ค่าธรรมเนียมแตกต่างกันไปตามประเภทเอกสารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แนะนำติดต่อ WPK โดยตรงเพื่อขอประเมินค่าใช้จ่ายตามเอกสารของท่าน
ติดต่อ WPK Notary & Translation Services โดยสามารถทักแชทที่อยู่ทางด้านขวา หรือตามช่องทางต่อไปนี้ (ไลน์จะตอบไวที่สุด) 📧 Email: wpk.notary@gmail.com 📍 Facebook: WPK Notary 📲 Line: @519clses |