ธุรกิจ SME ไทยหลายรายวันนี้ไม่ได้ค้าขายแค่ในประเทศอีกต่อไป มีคู่ค้าต่างชาติ ส่งออกสินค้า รับจ้างผลิต หรือให้บริการข้ามพรมแดน สัญญาที่ทำกันจึงมักเป็นภาษาอังกฤษ หรือบางครั้งก็เป็นภาษาอื่นตามคู่สัญญาฝั่งนั้น
แต่เมื่อเกิดข้อพิพาท เช่น คู่ค้าไม่ชำระเงินตามสัญญา ส่งสินค้าไม่ตรงตามข้อตกลง หรือผิดเงื่อนไขการให้บริการ แล้วต้องนำสัญญาฉบับนั้นไปอ้างเป็นหลักฐานในคดีที่ศาลไทย หลายคนเพิ่งมาสงสัยตอนนั้นเองว่า สัญญาภาษาต่างประเทศฉบับนี้ใช้อ้างเป็นหลักฐานได้เลยไหม หรือต้องทำอะไรก่อน
กฎหมายไทยว่าด้วยเอกสารต่างประเทศในคดีพาณิชย์
หลักตามมาตรา 46 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คือ หากต้นฉบับเอกสารที่ส่งต่อศาลทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ ศาลจะสั่งให้คู่ความฝ่ายที่ส่งเอกสารจัดทำคำแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะแต่ส่วนสำคัญ พร้อมคำรับรองมายื่นแนบไว้กับต้นฉบับ ข้อสังเกตสำคัญคือ คำสั่งนี้เป็นคำสั่งที่ศาลออกระหว่างการพิจารณาคดี ตัวบทไม่ได้กำหนดตายตัวว่าเอกสารภาษาต่างประเทศทุกฉบับต้องมีคำแปลแนบมาตั้งแต่วันยื่นฟ้อง มิฉะนั้นจะยื่นไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การเตรียมคำแปลไทยที่ถูกต้องไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาท ย่อมช่วยให้ศาลและคู่ความเข้าใจเอกสารได้ทันทีและลดความล่าช้าในการดำเนินคดี
อีกจุดที่ควรทำความเข้าใจให้ชัดคือ คำว่า “คำรับรองคำแปล” ตามมาตรา 46 วรรคสาม ไม่ได้หมายความว่าเอกสารทุกฉบับต้องผ่านการรับรองนิติกรณ์จากกรมการกงสุล สถานทูต หรือ Notary Public เสมอไป โดยทั่วไปหมายถึงคำรับรองของผู้แปลว่าคำแปลถูกต้องตรงกับต้นฉบับ ส่วนการรับรองลายมือชื่อ การรับรองสำเนา หรือการรับรองเอกสารจากต่างประเทศ (Legalization) เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งอาจจำเป็นเฉพาะเมื่อมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความแท้จริง ที่มา หรือผู้ลงนามในเอกสาร ไม่ใช่ข้อบังคับสำหรับสัญญาต่างประเทศทุกฉบับโดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ ควรแยกให้ชัดระหว่าง “การแปลเอกสารเพื่ออ้างเป็นหลักฐานในศาล” ตามมาตรา 46 กับ “การตีความว่าสัญญาฉบับใดมีผลบังคับ” เมื่อสัญญาทำขึ้นหลายภาษาและมีภาษาไทยรวมอยู่ด้วย หากข้อความในแต่ละภาษาแตกต่างกัน และไม่อาจหยั่งทราบเจตนาของคู่กรณีได้ว่าจะใช้ภาษาใดบังคับ มาตรา 14 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดให้ถือตามภาษาไทย ทั้งนี้ หากในสัญญามีข้อกำหนดระบุชัดเจนว่าภาษาใดเป็นฉบับที่ใช้บังคับ ข้อกำหนดดังกล่าวและพฤติการณ์ของคู่สัญญาย่อมเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการพิจารณาเจตนา ทั้งสองเรื่องนี้แยกจากกัน สัญญาอาจมีฉบับเดียวเป็นภาษาอังกฤษล้วน (ไม่มีปัญหาเรื่องมาตรา 14) แต่ก็ยังอาจต้องแปลตามมาตรา 46 เพื่อใช้เป็นหลักฐานในศาลอยู่ดี
คดีพาณิชย์ทั่วไป กับคดีที่อาจขึ้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
จุดที่ผู้ประกอบการมักเข้าใจคลาดเคลื่อนคือ การมีคู่สัญญาเป็นชาวต่างชาติ หรือการที่สัญญาทำเป็นภาษาต่างประเทศ ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าคดีจะขึ้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ต้องพิจารณาลักษณะของนิติสัมพันธ์และข้อพิพาทเป็นสำคัญ
- คดีแพ่งเกี่ยวกับการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินค้าหรือตราสารทางการเงินระหว่างประเทศ การให้บริการระหว่างประเทศ การขนส่งระหว่างประเทศ และการประกันภัย และนิติกรรมอื่นที่เกี่ยวเนื่อง อาจอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ตามมาตรา 7 (5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539
- ส่วนข้อพิพาททางสัญญาที่ไม่เข้าประเภทคดีตามมาตรา 7 ยังคงอยู่ในอำนาจของศาลแพ่ง ศาลจังหวัด หรือศาลอื่นตามหลักเขตอำนาจทั่วไป
ทั้งนี้ ยังต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกำหนดเรื่องเขตอำนาจศาลหรืออนุญาโตตุลาการที่ระบุไว้ในสัญญาประกอบด้วย เพราะบางสัญญาอาจมีข้อตกลงเลือกศาลหรืออนุญาโตตุลาการที่ส่งผลต่อการพิจารณาคดีแยกไปอีกทางหนึ่ง
สำหรับหลักเรื่องคำแปลเอกสาร แม้คดีจะขึ้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ มาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ กำหนดว่ากระบวนพิจารณาในศาลนี้ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าวและข้อกำหนดของศาล หากไม่มีบทบัญญัติหรือข้อกำหนดเฉพาะ จึงอาจนำหลักตามมาตรา 46 วรรคสามมาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่จะมีบทบัญญัติหรือข้อกำหนดเฉพาะของศาลกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
เอกสารภาษาต่างประเทศที่มักต้องจัดเตรียมคำแปลเมื่อประสงค์จะอ้างเป็นพยานหลักฐาน
- สัญญาซื้อขายหรือสัญญาส่งออก ที่ทำกับคู่ค้าต่างประเทศ
- สัญญาจ้างหรือสัญญาให้บริการระหว่างประเทศ เช่น สัญญาว่าจ้างผลิต สัญญาจ้างที่ปรึกษาต่างชาติ
- ใบสั่งซื้อและใบยืนยันคำสั่งซื้อ
- ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ใบส่งสินค้า ใบตราส่ง และเอกสารขนส่ง
- รายงานการตรวจรับหรือรายงานข้อบกพร่องของสินค้า/งาน
- หนังสือบอกกล่าวทวงถามหรือหนังสือเลิกสัญญา
- หนังสือโต้ตอบทางอีเมลหรือข้อความแชต ที่ใช้พิสูจน์การตกลงหรือข้อพิพาท
- เงื่อนไขการค้าทั่วไปหรือเอกสารแนบท้ายสัญญา
ควรทราบไว้ด้วยว่า ไม่ใช่ทุกฉบับในแฟ้มเอกสารที่ต้องแปลทั้งหมด ขึ้นอยู่กับว่าส่วนใดเป็น “ส่วนสำคัญ” ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาทตามมาตรา 46 วรรคสาม และการมีคำแปลก็ไม่ได้ทำให้เอกสารรับฟังได้โดยอัตโนมัติ ยังต้องพิจารณาความเกี่ยวข้อง ความแท้จริง แหล่งที่มา การลงลายมือชื่อ และน้ำหนักของพยานหลักฐานประกอบด้วยเช่นกัน
ขั้นตอนปฏิบัติโดยทั่วไป
1. ตรวจสอบเขตอำนาจศาลและข้อกำหนดในสัญญา ว่าศาลไทยมีอำนาจพิจารณาคดีหรือไม่ รวมถึงข้อกำหนดเลือกศาล อนุญาโตตุลาการ และกฎหมายที่ใช้บังคับ
2. รวบรวมต้นฉบับหรือไฟล์ต้นทาง ของสัญญา เอกสารแนบ การแก้ไขสัญญา และหลักฐานการติดต่อที่เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจสอบความครบถ้วนของลายมือชื่อ วันที่ และหน้าเอกสาร
3. คัดเลือกเอกสารและส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาท เพื่อพิจารณาว่าจำเป็นต้องแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะส่วน
4. จัดทำคำแปลภาษาไทย โดยรักษาคำศัพท์ ชื่อคู่สัญญา ตัวเลข วันที่ และข้อสัญญาให้สอดคล้องกับต้นฉบับ พร้อมคำรับรองของผู้แปลแนบไปกับต้นฉบับ
5. ให้ทนายความตรวจสอบความสอดคล้อง ระหว่างคำแปลกับข้อกล่าวอ้างและประเด็นข้อพิพาทก่อนยื่นศาล หากมีข้อโต้แย้งเรื่องความแท้จริงของเอกสาร ควรพิจารณาหาหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ลงนาม การส่งมอบเอกสาร หรือการรับรองที่เกี่ยวข้อง
WPK ช่วยอะไรได้บ้าง
WPK Notary & Translation Services ให้บริการแปลสัญญาและเอกสารทางการค้าไทย-อังกฤษ-ญี่ปุ่น พร้อมจัดทำคำรับรองของผู้แปลและจัดรูปแบบคำแปลสำหรับใช้ประกอบการยื่นต่อศาลไทย เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาจ้าง ใบแจ้งหนี้ หนังสือบอกกล่าว อีเมล และเอกสารประกอบธุรกรรมอื่น ๆ
ทั้งนี้ การรับรองคำแปลไม่ใช่การรับรองความแท้จริงหรือผลบังคับทางกฎหมายของสัญญา และไม่อาจรับประกันได้ว่าศาลจะรับฟังเอกสารนั้นเพียงใด หากคดีของท่านมีข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล ความแท้จริงของเอกสาร หรือการตีความข้อสัญญา แนะนำให้ปรึกษาทนายความผู้รับผิดชอบคดีเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมควบคู่ไปด้วย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: สัญญาภาษาอังกฤษที่ทำกับคู่ค้าต่างชาติ ใช้อ้างเป็นหลักฐานที่ศาลไทยได้เลยไหม
A: โดยหลักสามารถยื่นและอ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่หากเอกสารทำเป็นภาษาต่างประเทศ ศาลอาจสั่งให้ฝ่ายที่อ้างเอกสารจัดทำคำแปลภาษาไทยทั้งฉบับหรือเฉพาะส่วนสำคัญ พร้อมคำรับรองของผู้แปลตามมาตรา 46 วรรคสาม ในทางปฏิบัติจึงควรเตรียมคำแปลส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทไว้ล่วงหน้า เพื่อลดความล่าช้าในการดำเนินคดี
Q: คดีพาณิชย์กับคู่ค้าต่างชาติ ต้องขึ้นศาลไหน
A: การมีคู่ค้าเป็นชาวต่างชาติไม่ใช่ตัวชี้ขาดเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาลักษณะข้อพิพาท หากเข้าข่ายการซื้อขาย บริการ ขนส่ง หรือประกันภัยระหว่างประเทศตามมาตรา 7 (5) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ อาจอยู่ในอำนาจศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ส่วนข้อพิพาททางสัญญาทั่วไปที่ไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว ยังคงอยู่ในอำนาจศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดตามปกติ ควรปรึกษาทนายความเพื่อตรวจสอบเขตอำนาจศาลที่ถูกต้องในกรณีของท่าน
Q: ต้องแปลสัญญาทั้งฉบับหรือเฉพาะส่วนที่เป็นข้อพิพาท
A: ตามมาตรา 46 วรรคสาม ศาลมีอำนาจสั่งให้แปลทั้งฉบับหรือเฉพาะส่วนสำคัญก็ได้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลในแต่ละคดี ทั้งนี้ ไม่ควรตัดข้อความที่อาจเปลี่ยนความหมายหรือบริบทของข้อสัญญา และหากแปลเฉพาะส่วน ควรระบุเลขข้อ เลขหน้า และตำแหน่งในต้นฉบับให้ชัดเจน
Q: อีเมลโต้ตอบภาษาอังกฤษ ใช้เป็นหลักฐานในคดีได้ไหม
A: หากอีเมลนั้นเกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาท โดยหลักการสามารถใช้เป็นหลักฐานได้ แต่ฝ่ายที่อ้างอาจต้องพิสูจน์แหล่งที่มา ผู้ส่ง ผู้รับ และความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วย หากเป็นภาษาต่างประเทศ ก็ยังอาจต้องผ่านการแปลตามมาตรา 46 วรรคสามเช่นเดียวกับเอกสารอื่น ทั้งนี้ การแปลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเตรียมหลักฐาน ไม่ได้ทดแทนการพิสูจน์ความแท้จริงของอีเมล
Q: สัญญาที่ทำขึ้นหลายภาษาแล้วข้อความขัดแย้งกัน ฉบับไหนใช้บังคับ
A: เป็นคนละประเด็นกับเรื่องคำแปลเพื่อยื่นศาล หากสัญญาทำขึ้นหลายภาษาและมีภาษาไทยรวมอยู่ด้วย โดยข้อความแต่ละภาษาแตกต่างกัน และไม่อาจหยั่งทราบเจตนาของคู่กรณีได้ว่าจะใช้ภาษาใดบังคับ มาตรา 14 ป.พ.พ. กำหนดให้ถือตามภาษาไทย ทั้งนี้ หากสัญญามีข้อกำหนดระบุชัดเจนว่าภาษาใดใช้บังคับ ข้อกำหนดดังกล่าวย่อมเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการพิจารณา
ไม่ว่าคดีพาณิชย์ของท่านจะขึ้นศาลใด การเตรียมคำแปลสัญญาและเอกสารประกอบให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องความล่าช้าหรือการถูกศาลสั่งแก้ไขระหว่างพิจารณาคดีได้มาก หากท่านกำลังมีข้อพิพาททางการค้ากับคู่ค้าต่างชาติ และต้องการความช่วยเหลือเรื่องการแปลและรับรองเอกสาร โดยสามารถทักแชทที่อยู่ทางด้านขวา หรือตามช่องทางต่อไปนี้ (ไลน์จะตอบไวที่สุด) 📧 Email: wpk.notary@gmail.com 📍 Facebook: WPK Notary 📲 Line: @519clses |