หลายคนที่ต้องนำเอกสารภาษาต่างประเทศ เช่น สัญญา ใบรับรอง หรือหนังสือมอบอำนาจ มายื่นต่อศาลไทย มักมีคำถามแรกผุดขึ้นมาว่า "ต้องใช้นักแปลที่รัฐรับรองหรือเปล่า" หรือ "ใครมีสิทธิ์แปลเอกสารเพื่อยื่นศาลได้บ้าง" ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่าประเทศไทยมีระบบ "ผู้แปลที่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐ" เหมือนบางประเทศ ทำให้บางคนเสียเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น หรือในทางกลับกัน ใช้คำแปลที่ไม่น่าเชื่อถือจนเกิดปัญหาในชั้นพิจารณา บทความนี้จะไขข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติผู้แปลเอกสารยื่นศาลตามกฎหมายไทยที่แท้จริง
กฎหมายไทยว่าไว้อย่างไรเรื่องคำแปลเอกสารยื่นศาล
มาตรา 46 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กำหนดว่ากระบวนพิจารณาคดีแพ่งของศาลต้องทำเป็นภาษาไทย และหากต้นฉบับเอกสารหรือแผ่นกระดาษที่ส่งต่อศาลทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ศาลสั่งคู่ความฝ่ายที่ส่งจัดทำคำแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะส่วนสำคัญ โดยมีคำรับรองมายื่นแนบกับต้นฉบับ
จุดสำคัญที่ควรเข้าใจให้ถูกต้องคือ มาตรา 46 ใช้คำว่า "ให้ศาลสั่ง" ดังนั้นคำแปลจึงไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายกำหนดให้ต้องแนบมาพร้อมเอกสารทุกครั้งตั้งแต่แรกโดยอัตโนมัติ แต่เป็นกระบวนการที่ศาลจะสั่งเมื่อเห็นสมควร อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ คู่ความมักจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองยื่นไปพร้อมต้นฉบับตั้งแต่ต้น เพื่อความสะดวกและป้องกันความล่าช้าของคดี
อีกจุดที่ควรทราบคือ มาตรา 46 กล่าวถึงเอกสารที่ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ ไม่ได้จำกัดเฉพาะเอกสารที่ออกในต่างประเทศเท่านั้น ดังนั้นแม้แต่สัญญาภาษาอังกฤษที่ทำและลงนามในประเทศไทยก็อาจอยู่ภายใต้มาตรานี้ได้เช่นกัน
กฎหมายกำหนดคุณสมบัติผู้แปลไว้หรือไม่
จากถ้อยคำมาตรา 46 ไม่ปรากฏข้อกำหนดว่าผู้แปลต้องจบการศึกษาด้านการแปล ต้องเป็นทนายความ หรือต้องเป็นสมาชิกสมาคมใดโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปกว้างว่า "ใครก็แปลได้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ" เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งยังมีมาตรา 6 ซึ่งให้อำนาจประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ออกข้อบังคับเรื่องการแต่งตั้ง การระบุตัว และการสาบานของล่าม ผู้แปล และผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นกรอบที่ศาลอาจใช้ในบางกรณี
กล่าวโดยสรุป มาตรา 46 ไม่ได้กำหนดว่าผู้จัดทำคำแปลต้องมีวุฒิการศึกษา ใบอนุญาต หรือขึ้นทะเบียนกับสมาคมใดเป็นการเฉพาะ แต่คำแปลและคำรับรองยังต้องมีความน่าเชื่อถือเพียงพอ และอยู่ภายใต้การตรวจสอบและดุลพินิจของศาลในคดีนั้น
แล้วใครแปลเอกสารยื่นศาลได้บ้าง
- คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดี อาจเป็นผู้จัดทำคำแปลได้ในบางกรณี เนื่องจากมาตรา 46 ไม่ได้ห้ามไว้โดยชัดแจ้ง อย่างไรก็ดี หากเป็นเอกสารสำคัญหรือมีข้อพิพาทเกี่ยวกับความหมาย การใช้ผู้แปลอิสระที่มีความเชี่ยวชาญย่อมช่วยลดข้อโต้แย้งว่าคำแปลไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงกับต้นฉบับ
- ทนายความ นักแปล หรือบริษัทแปลที่มีประสบการณ์ด้านเอกสารกฎหมาย ทั้งนี้ควรตรวจสอบความสามารถด้านคู่ภาษาและความรู้ศัพท์กฎหมายของผู้แปลเป็นรายบุคคล ไม่ใช่อาศัยเพียงตำแหน่งหรือชื่อบริษัท
- ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ในกรณีเอกสารที่มีศัพท์เทคนิคสูง เช่น เอกสารทางการแพทย์หรือวิศวกรรม ซึ่งอาจช่วยตรวจสอบศัพท์เฉพาะทาง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาจะเป็นผู้แปลที่เหมาะสมเสมอไป
SEAProTI คืออะไร และทำไมต้องเข้าใจให้ถูกต้อง
หลายคนอาจเคยเห็นคำว่า "นักแปลรับรอง SEAProTI" ตามโฆษณาบริการแปลเอกสาร สิ่งที่ควรทราบคือ สมาคมวิชาชีพนักแปลและล่ามแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAProTI) เป็นสมาคมวิชาชีพภาคเอกชน ที่มีระบบสมาชิก การประเมิน และการขึ้นทะเบียนนักแปลหรือล่ามตามหลักเกณฑ์ของสมาคมเอง
การได้รับการรับรองจากสมาคมอาจใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินประสบการณ์และมาตรฐานวิชาชีพของผู้แปลได้ แต่ไม่ใช่ใบอนุญาตผู้แปลที่ออกโดยศาลหรือหน่วยงานของรัฐ และมาตรา 46 มิได้กำหนดว่าคำแปลที่จะยื่นต่อศาลต้องจัดทำโดยสมาชิก SEAProTI เท่านั้น การประกาศข้อบังคับหรือข้อมูลของสมาคมในราชกิจจานุเบกษาก็ไม่ทำให้การรับรองของสมาคมกลายเป็นใบอนุญาตที่รัฐบังคับให้ต้องใช้แต่อย่างใด
บทบาทของ Notarial Services Attorney
ในบางกรณี ผู้แปลอาจลงนามในคำรับรองว่าตนได้แปลเอกสารอย่างถูกต้องและครบถ้วน แล้วให้ทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร (Notarial Services Attorney) รับรองการลงลายมือชื่อนั้น การรับรองลักษณะนี้เป็นการรับรองตัวบุคคลหรือลายมือชื่อของผู้แปล ไม่ได้หมายความว่า Notarial Services Attorney รับรองความถูกต้องของเนื้อหาคำแปลโดยอัตโนมัติ
หาก Notarial Services Attorney จะรับรองความตรงกันของต้นฉบับกับคำแปลในเชิงเนื้อหา ผู้รับรองควรได้ตรวจสอบเอกสารทั้งสองภาษาและมีความสามารถเพียงพอที่จะรับผิดชอบต่อคำรับรองดังกล่าว ทั้งนี้ การรับรองโดย Notarial Services Attorney ไม่ใช่เงื่อนไขที่มาตรา 46 กำหนดสำหรับคำแปลทุกฉบับ และควรตรวจสอบคำสั่งศาลหรือข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทางเป็นกรณีไป
ข้อควรระวัง: การแปลกับการรับรองความแท้จริงเป็นคนละเรื่องกัน การมีคำแปลภาษาไทยไม่ได้ยืนยันโดยอัตโนมัติว่าเอกสารต่างประเทศเป็นเอกสารแท้หรือมีผลสมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น หนังสือมอบอำนาจที่ทำในต่างประเทศอาจมีข้อกำหนดเฉพาะตามมาตรา 47 ป.วิ.พ. ซึ่งกำหนดให้ต้องมีพยานลงนามตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด แยกต่างหากจากเรื่องการแปลภาษา การรับรองความแท้จริง การนิติกรณ์ หรือเอกสารประกอบอื่นจึงต้องพิจารณาแยกตามประเภทเอกสาร ประเทศที่ออกเอกสาร และวัตถุประสงค์ที่นำไปใช้ |
หากคำแปลถูกคัดค้าน จะเกิดอะไรขึ้น
หากอีกฝ่ายโต้แย้งว่าคำแปลไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ศาลอาจให้คู่ความชี้แจง จัดทำคำแปลเพิ่มเติม หรือแก้ไขคำแปลตามที่เห็นสมควร ความคลาดเคลื่อนของคำแปลอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือและน้ำหนักของข้อเท็จจริงที่คู่ความประสงค์จะพิสูจน์ ส่วนการรับฟังต้นฉบับเอกสารยังต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายพยานหลักฐาน (เช่น การคัดค้านความแท้จริงของเอกสารตามมาตรา 125–126) และข้อเท็จจริงของแต่ละคดีประกอบกัน ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับความถูกต้องของคำแปล
WPK ช่วยอะไรได้บ้าง
WPK Notary & Translation Services ให้บริการแปลเอกสารกฎหมายในหลายภาษา ครอบคลุมทั้งไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น และภาษาอื่น ๆ ตามความต้องการของลูกค้า โดยทีมงานที่มีประสบการณ์ด้านศัพท์กฎหมายและเอกสารประกอบคดี พร้อมจัดทำคำรับรองผู้แปล และประสานงานกับทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสารในกรณีที่จำเป็น เพื่อช่วยลดข้อผิดพลาดด้านภาษาและเตรียมเอกสารให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการยื่นต่อศาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ รูปแบบเอกสารที่ศาลต้องการอาจแตกต่างกันตามประเภทคดี คำสั่งศาล และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี จึงควรตรวจสอบกับทนายความผู้รับผิดชอบคดีก่อนยื่น
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. ต้องใช้นักแปลที่รัฐรับรองเท่านั้นถึงจะยื่นศาลได้ใช่ไหม?
ไม่จำเป็นต้องเป็น "นักแปลที่รัฐออกใบอนุญาต" เพราะมาตรา 46 ไม่ได้กำหนดวิชาชีพ วุฒิการศึกษา หรือสมาคมที่ผู้แปลต้องสังกัด อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลสั่งให้จัดทำคำแปล คำแปลนั้นต้องมีคำรับรองและต้องมีความน่าเชื่อถือเพียงพอสำหรับการพิจารณาคดี
2. SEAProTI เป็นหน่วยงานราชการหรือไม่?
ไม่ใช่ SEAProTI เป็นสมาคมวิชาชีพภาคเอกชนที่มีระบบขึ้นทะเบียนของตนเอง การประกาศข้อบังคับสมาคมในราชกิจจานุเบกษาไม่ทำให้การรับรองของสมาคมกลายเป็นใบอนุญาตที่รัฐบังคับให้ต้องใช้
3. แปลเอกสารเองได้ไหม?
มาตรา 46 ไม่ได้ห้ามคู่ความแปลเองโดยชัดแจ้ง แต่ในคดีที่เอกสารมีความสำคัญหรืออาจมีข้อโต้แย้ง ควรใช้ผู้แปลอิสระที่มีความเชี่ยวชาญและสามารถระบุตัวตนได้อย่างชัดเจน
4. ถ้าคำแปลถูกคัดค้านจะเกิดอะไรขึ้น?
ศาลอาจให้ชี้แจง แก้ไข หรือจัดทำคำแปลเพิ่มเติม ความคลาดเคลื่อนอาจกระทบต่อน้ำหนักของข้ออ้างที่ต้องอาศัยเอกสารนั้น ส่วนศาลจะรับฟังต้นฉบับเอกสารได้เพียงใดต้องพิจารณาตามกฎหมายพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงของแต่ละคดี
5. ค่าใช้จ่ายในการแปลและรับรองเอกสารประมาณเท่าไหร่?
ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับประเภทเอกสาร ความยาว และความซับซ้อนของเนื้อหา แนะนำให้ติดต่อสอบถามโดยตรงเพื่อรับการประเมินราคาที่แม่นยำ
หากท่านมีเอกสารภาษาต่างประเทศที่ต้องใช้ในคดี WPK ยินดีช่วยตรวจสอบขอบเขตการแปล จัดทำคำแปลพร้อมคำรับรอง และประสานการรับรองลายมือชื่อหรือเอกสารตามความจำเป็นของแต่ละกรณี โดยสามารถทักแชทที่อยู่ทางด้านขวา หรือตามช่องทางต่อไปนี้ (ไลน์จะตอบไวที่สุด) 📧 Email: info@wpk-notary.com 📍 Facebook: WPK Notary 📲 Line: @519clses |