เอกสารที่จัดทำขึ้นในต่างประเทศหรือเขียนเป็นภาษาต่างประเทศสามารถพบได้ในคดีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นสัญญาจ้างงานกับบริษัทต่างชาติ หนังสือเลิกจ้างจากบริษัทแม่ หลักฐานการซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ ใบรับรองมาตรฐานสินค้า หรือเอกสารประกอบการขอใบอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ
คำถามสำคัญคือ เอกสารต่างประเทศเหล่านี้สามารถยื่นต่อศาลไทยได้ทันทีหรือไม่ ต้องแปลเป็นภาษาไทยหรือไม่ และใครควรรับรองคำแปล
คำตอบไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด เพราะคดีแรงงาน คดีผู้บริโภค และคดีปกครองอยู่ภายใต้กฎหมายวิธีพิจารณาที่แตกต่างกัน แม้บางคดีจะสามารถนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้เพิ่มเติมได้ แต่บางคดีมีระบบวิธีพิจารณาของตนเองโดยเฉพาะ
หลักทั่วไปของเอกสารภาษาต่างประเทศในคดีแพ่ง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 กำหนดให้กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการพิจารณาและชี้ขาดคดีแพ่งของศาลดำเนินการเป็นภาษาไทย
หากต้นฉบับเอกสารที่ส่งต่อศาลจัดทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ ศาลมีอำนาจสั่งให้คู่ความฝ่ายที่ส่งเอกสารจัดทำคำแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะส่วนสำคัญ พร้อมคำรับรอง เพื่อแนบไว้กับต้นฉบับ
หลักดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าคู่ความจะต้องแปลเอกสารต่างประเทศทุกฉบับโดยอัตโนมัติก่อนส่งต่อศาลเสมอไป เพราะตัวบทใช้ถ้อยคำว่าให้ศาลสั่งจัดทำคำแปล อย่างไรก็ตาม หากเอกสารนั้นเป็นหลักฐานสำคัญ เช่น สัญญา หนังสือบอกเลิกจ้าง รายงานทางเทคนิค หรือใบรับรองจากต่างประเทศ การเตรียมคำแปลภาษาไทยที่ถูกต้องและมีคำรับรองไว้ตั้งแต่ต้นย่อมช่วยลดความเสี่ยงที่ศาลจะสั่งให้แก้ไขหรือส่งเอกสารเพิ่มเติมในภายหลัง
คดีแรงงาน: สัญญาจ้างต่างประเทศและเอกสารของนายจ้างต่างชาติ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 กำหนดให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้กับการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติดังกล่าว
แม้กฎหมายวิธีพิจารณาคดีแรงงานจะมีบทบัญญัติเฉพาะเกี่ยวกับการรับฟังและการสืบพยาน รวมทั้งให้อำนาจศาลแรงงานดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างยืดหยุ่น แต่ไม่ได้กำหนดหลักเรื่องคำแปลเอกสารภาษาต่างประเทศไว้โดยเฉพาะอย่างชัดเจน
จึงสามารถนำหลักตามมาตรา 46 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ประกอบได้ กล่าวคือ เมื่อมีการส่งเอกสารภาษาต่างประเทศต่อศาลแรงงาน ศาลอาจสั่งให้คู่ความฝ่ายที่ส่งจัดทำคำแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะส่วนสำคัญ พร้อมคำรับรองคำแปล
ตัวอย่างเอกสารต่างประเทศที่มักพบในคดีแรงงาน ได้แก่
- สัญญาจ้างงานที่จัดทำเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น
- หนังสือมอบหมายให้ไปทำงานในต่างประเทศ
- หนังสือแจ้งเลิกจ้างจากบริษัทแม่
- นโยบายโบนัสหรือสิทธิประโยชน์ของกลุ่มบริษัท
- อีเมลและข้อความติดต่อระหว่างลูกจ้างกับผู้บริหารต่างชาติ
- หลักฐานการจ่ายค่าจ้างหรือเงินเดือนจากต่างประเทศ
- เอกสารเกี่ยวกับตำแหน่ง หน้าที่ หรือสายบังคับบัญชาในกลุ่มบริษัท
แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดให้ต้องแปลเอกสารทุกฉบับก่อนส่งโดยอัตโนมัติ แต่คดีแรงงานเป็นคดีที่กฎหมายมุ่งให้พิจารณาโดยสะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม การให้ทนายความคัดเลือกเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นพิพาท และจัดทำคำแปลที่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีตั้งแต่ต้น จึงช่วยลดความล่าช้าและลดปัญหาคำแปลไม่สอดคล้องกับคำฟ้อง คำให้การ หรือแนวทางการนำสืบ
คดีผู้บริโภค: อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนและภาระการพิสูจน์
คดีผู้บริโภคไม่ได้พิจารณาโดย "ศาลผู้บริโภค" ซึ่งเป็นศาลแยกต่างหาก แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมและใช้วิธีพิจารณาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551
มาตรา 7 กำหนดให้กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคเป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา หากไม่มีบทบัญญัติหรือข้อกำหนดในเรื่องใด จึงให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลม
ดังนั้น หลักเรื่องเอกสารภาษาต่างประเทศและคำแปลตามมาตรา 46 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึงอาจนำมาใช้ในคดีผู้บริโภคได้ เมื่อไม่มีบทบัญญัติเฉพาะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
เอกสารต่างประเทศที่มักพบในคดีผู้บริโภคข้ามพรมแดน ได้แก่
- รายละเอียดสินค้าหรือบริการจากเว็บไซต์ต่างประเทศ
- เงื่อนไขการใช้บริการของแพลตฟอร์ม
- ข้อกำหนดเกี่ยวกับการคืนเงินหรือการรับประกัน
- ใบเสร็จและหลักฐานการชำระเงินเป็นสกุลเงินต่างประเทศ
- ข้อความสนทนากับผู้ขายหรือฝ่ายบริการลูกค้า
- ใบรับรองมาตรฐานหรือความปลอดภัยของสินค้า
- คู่มือการใช้งานและคำเตือนจากผู้ผลิต
- รายงานการผลิต การประกอบ หรือการตรวจสอบคุณภาพ
ภาระการพิสูจน์ของผู้ประกอบธุรกิจตามมาตรา 29
มาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคกำหนดหลักพิเศษเกี่ยวกับภาระการพิสูจน์
หากประเด็นพิพาทจำเป็นต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการผลิต การประกอบ การออกแบบ ส่วนผสมของสินค้า การให้บริการ หรือการดำเนินการอื่น และศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงนั้นอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของผู้ประกอบธุรกิจ ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจะตกอยู่แก่ผู้ประกอบธุรกิจ
ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้บริโภคกล่าวว่าสินค้าชำรุดหรือไม่ปลอดภัย ผู้ประกอบธุรกิจอาจต้องนำเอกสารเกี่ยวกับมาตรฐานการผลิต กระบวนการตรวจสอบคุณภาพ หรือข้อมูลทางเทคนิคจากโรงงานมาแสดงต่อศาล
หากเอกสารดังกล่าวจัดทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ ศาลอาจสั่งให้จัดทำคำแปลภาษาไทยทั้งฉบับหรือเฉพาะส่วนสำคัญ พร้อมคำรับรองคำแปล
อย่างไรก็ตาม การซื้อสินค้าจากต่างประเทศไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคจะสามารถฟ้องผู้ขายหรือแพลตฟอร์มต่างประเทศต่อศาลไทยได้ทุกกรณี ต้องพิจารณาเพิ่มเติมว่าศาลไทยมีเขตอำนาจเหนือข้อพิพาทหรือจำเลยหรือไม่ สัญญากำหนดกฎหมายหรือศาลที่มีอำนาจไว้อย่างไร ตลอดจนจะสามารถส่งหมายและบังคับคดีกับผู้ประกอบธุรกิจต่างประเทศได้หรือไม่
เขตอำนาจศาลเมื่อผู้ประกอบธุรกิจฟ้องผู้บริโภค
มาตรา 17 กำหนดว่า หากผู้ประกอบธุรกิจจะฟ้องผู้บริโภคเป็นคดีผู้บริโภค และตามกฎหมายทั่วไปผู้ประกอบธุรกิจอาจเลือกฟ้องได้ทั้งต่อศาลที่ผู้บริโภคมีภูมิลำเนาหรือต่อศาลอื่น ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องเสนอคำฟ้องต่อศาลที่ผู้บริโภคมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลได้เพียงแห่งเดียว
บทบัญญัตินี้เป็นกลไกคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ต้องเดินทางไปต่อสู้คดีในศาลที่อยู่ห่างไกลเพียงเพราะผู้ประกอบธุรกิจเลือกสถานที่ฟ้องที่ตนสะดวกกว่า
คดีปกครอง: ต้องพิจารณากฎหมายและระเบียบเฉพาะของศาลปกครอง
วิธีพิจารณาคดีปกครองแตกต่างจากคดีในศาลยุติธรรมอย่างมีนัยสำคัญ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 44 กำหนดว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีปกครองในส่วนที่พระราชบัญญัติไม่ได้บัญญัติไว้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด
ระบบดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้เพิ่มเติมโดยอัตโนมัติเหมือนมาตรา 31 ของกฎหมายศาลแรงงานหรือมาตรา 7 ของกฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค
ดังนั้น จึงไม่ควรสรุปว่ามาตรา 46 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งใช้กับเอกสารภาษาต่างประเทศในศาลปกครองโดยตรงทุกกรณี
ศาลปกครองใช้ระบบไต่สวนและมีบทบาทในการแสวงหาข้อเท็จจริง ศาลอาจกำหนดให้คู่กรณีชี้แจงข้อเท็จจริง ส่งเอกสารเพิ่มเติม หรือดำเนินการเกี่ยวกับพยานหลักฐานตามที่เห็นว่าจำเป็นต่อการพิจารณาคดี การจัดเตรียมเอกสารภาษาต่างประเทศจึงควรพิจารณาตามคำสั่งของศาล ระเบียบที่เกี่ยวข้อง และแนวทางการดำเนินคดีของทนายความผู้รับผิดชอบเป็นรายกรณี
เอกสารต่างประเทศที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีปกครอง เช่น
- เอกสารประกอบการยื่นขอใบอนุญาต
- คุณสมบัติหรือใบรับรองจากหน่วยงานต่างประเทศ
- เอกสารการประมูลหรือจัดซื้อจัดจ้างระหว่างประเทศ
- สัญญาทางปกครองที่มีคู่สัญญาต่างชาติ
- หนังสือรับรองมาตรฐานทางเทคนิค
- เอกสารที่ใช้โต้แย้งคำสั่งทางปกครอง
- รายงานหรือข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ
หากเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานสำคัญ การจัดทำคำแปลภาษาไทยที่ครบถ้วนและสอดคล้องกับประเด็นในคดีตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ศาลและคู่กรณีเข้าใจเนื้อหาได้ชัดเจนขึ้น แต่ขอบเขตว่าต้องแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะส่วนใดควรให้ทนายความผู้ดูแลคดีประเมินก่อนดำเนินการ
เอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานทางปกครองก่อนเกิดคดี
ต้องแยกระหว่างเอกสารที่ยื่นต่อศาลปกครองกับเอกสารที่ยื่นต่อเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานทางปกครอง
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 26 กำหนดว่า เอกสารที่ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ให้จัดทำเป็นภาษาไทย หากเอกสารทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ คู่กรณีต้องจัดทำคำแปลภาษาไทยที่มีการรับรองความถูกต้องภายในระยะเวลาที่เจ้าหน้าที่กำหนด เว้นแต่เจ้าหน้าที่จะยอมรับเอกสารภาษาต่างประเทศนั้น
บทบัญญัตินี้ใช้กับกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เช่น การยื่นขอใบอนุญาต การขออนุมัติ หรือการโต้แย้งในชั้นเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่บทบัญญัติที่ใช้กำหนดวิธีส่งเอกสารต่อศาลปกครองโดยตรง
อย่างไรก็ตาม เอกสารและคำแปลที่เคยยื่นในชั้นเจ้าหน้าที่อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนทางปกครอง และถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานในคดีศาลปกครองภายหลังได้ จึงควรจัดทำคำแปลให้ถูกต้องตั้งแต่กระบวนการทางปกครองในชั้นแรก
คำรับรองผู้แปลกับการรับรองโดยทนายความเหมือนกันหรือไม่
คำรับรองผู้แปลเป็นข้อความที่ผู้แปลรับรองว่าคำแปลถูกต้องตรงกับเอกสารต้นฉบับ ส่วนการรับรองโดยทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร หรือ Notarial Services Attorney เป็นการรับรองในขอบเขตตามประเภทของเอกสารและวัตถุประสงค์ที่นำไปใช้
การมีคำรับรองผู้แปลไม่ได้หมายความว่าเอกสารทุกฉบับจะต้องผ่านการรับรองโนตารีหรือสถานทูตด้วยเสมอไป
ในทางกลับกัน การรับรองลายมือชื่อผู้แปลโดยทนายความก็ไม่ได้ทดแทนหน้าที่ของคู่ความในการพิสูจน์ความถูกต้อง ความแท้จริง หรือความน่าเชื่อถือของเอกสารต่อศาล
ก่อนดำเนินการจึงควรตรวจสอบอย่างน้อยว่า
- ศาลต้องการคำแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะส่วนสำคัญหรือไม่
- ใครเป็นผู้ลงนามรับรองคำแปล
- ต้องรับรองลายมือชื่อผู้แปลเพิ่มเติมหรือไม่
- ต้องใช้ต้นฉบับ สำเนารับรอง หรือเอกสารที่ผ่านการรับรองจากต่างประเทศหรือไม่
- เอกสารต้องผ่านการรับรองนิติกรณ์หรือกระบวนการอื่นก่อนใช้หรือไม่
เหตุใดจึงควรให้ทนายความดูแลคำแปลเอกสารประกอบคดี
การแปลเอกสารเพื่อใช้ประกอบคดีไม่ใช่เพียงการแปลข้อความจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่ง แต่ต้องพิจารณาว่าเอกสารส่วนใดเกี่ยวข้องกับข้ออ้าง ข้อต่อสู้ ประเด็นพิพาท และภาระการพิสูจน์ของคู่ความ
การว่าจ้างทนายความให้ตรวจสอบและดูแลการยื่นคำแปลเอกสารตั้งแต่ต้นสามารถช่วยในเรื่องต่อไปนี้
- คัดเลือกเอกสารที่จำเป็นต่อคดี
- ระบุส่วนที่ควรแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะส่วนสำคัญ
- ตรวจสอบให้คำศัพท์สอดคล้องกับคำฟ้อง คำให้การ และข้อเท็จจริงในสำนวน
- ตรวจสอบกฎหมายและระเบียบวิธีพิจารณาที่ใช้กับคดีประเภทนั้น
- วางแผนการอ้างและยื่นพยานเอกสารให้ถูกต้องตามขั้นตอน
- ตรวจสอบว่าต้องใช้ต้นฉบับ สำเนารับรอง หรือการรับรองเพิ่มเติมหรือไม่
- ลดความเสี่ยงที่ศาลจะสั่งให้ส่งคำแปลใหม่หรือแก้ไขเอกสาร
- ประสานงานระหว่างผู้แปล ทนายความ และผู้เกี่ยวข้องกับคดี
โดยเฉพาะคดีแรงงานที่มีโครงสร้างกลุ่มบริษัทต่างประเทศ คดีผู้บริโภคจากแพลตฟอร์มข้ามพรมแดน และคดีปกครองที่มีเอกสารทางเทคนิคหรือเอกสารราชการจากต่างประเทศ การให้ทนายความวางแผนเรื่องเอกสารก่อนเริ่มแปลจะช่วยหลีกเลี่ยงการแปลเอกสารจำนวนมากเกินความจำเป็น หรือการแปลไม่ตรงกับประเด็นที่จะใช้พิสูจน์ในคดี
WPK ช่วยเรื่องเอกสารต่างประเทศประกอบคดีอย่างไร
WPK Notary & Translation Services ให้บริการแปลเอกสารกฎหมายจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยและจากภาษาไทยเป็นภาษาต่างประเทศ ครอบคลุมภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น และภาษาอื่นตามลักษณะของเอกสารและความต้องการของลูกค้า
บริการของเราครอบคลุมถึง
- การประเมินขอบเขตเอกสารที่ต้องแปล
- การแปลสัญญา หนังสือบอกกล่าว อีเมล และหลักฐานประกอบคดี
- การจัดทำคำรับรองผู้แปล
- การตรวจคำศัพท์และความสอดคล้องกับเอกสารทางกฎหมาย
- การประสานงานกับทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสารในกรณีจำเป็น
- การให้สำนักงานทนายความตรวจสอบและดำเนินการยื่นคำแปลเอกสารตามขั้นตอนของศาล
สำหรับคดีที่มีความซับซ้อน ลูกค้าสามารถว่าจ้าง WPK ให้ดูแลการเตรียมและยื่นเอกสารประกอบคดีโดยตรงได้ เรามีทนายความจะตรวจสอบประเภทคดี กฎหมายวิธีพิจารณา คำสั่งศาล และข้อกำหนดเกี่ยวกับพยานหลักฐานก่อนกำหนดขอบเขตการแปล
แนวทางนี้ช่วยให้คำแปลสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและประเด็นในคดี ลดความเสี่ยงจากการแปลเอกสารผิดฉบับ แปลไม่ครบส่วนสำคัญ หรือยื่นเอกสารไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่ศาลกำหนด
ทั้งนี้ การรับเอกสารไว้แปลหรือการรับรองคำแปลไม่ได้เป็นการรับประกันว่าศาลจะรับฟังเอกสารหรือพิพากษาคดีไปในทางใด การรับฟังและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานยังเป็นดุลพินิจของศาลตามข้อเท็จจริงและกฎหมายของแต่ละคดี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารต่างประเทศในศาล
1. เอกสารต่างประเทศในคดีแรงงานต้องแปลเป็นภาษาไทยทุกฉบับหรือไม่
ไม่จำเป็นต้องสรุปว่าต้องแปลทุกฉบับโดยอัตโนมัติ แต่ศาลสามารถสั่งให้ฝ่ายที่ส่งเอกสารจัดทำคำแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะส่วนสำคัญ พร้อมคำรับรองได้ หากเอกสารเป็นหลักฐานสำคัญต่อข้อพิพาท ควรให้ทนายความประเมินและเตรียมคำแปลไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้การพิจารณาคดีล่าช้า
2. ซื้อสินค้าจากต่างประเทศแล้วมีปัญหา ฟ้องเป็นคดีผู้บริโภคในไทยได้หรือไม่
อาจฟ้องได้หากข้อพิพาทเข้าลักษณะคดีผู้บริโภคและศาลไทยมีเขตอำนาจเหนือคดีและจำเลยนั้น แต่การซื้อจากเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มต่างประเทศไม่ได้ทำให้ศาลไทยมีเขตอำนาจโดยอัตโนมัติ ต้องตรวจสอบคู่สัญญาที่แท้จริง เงื่อนไขการใช้บริการ สถานที่เกิดมูลคดี การส่งหมาย และความเป็นไปได้ในการบังคับคดีประกอบกัน
3. ภาระการพิสูจน์ในคดีผู้บริโภคตกอยู่กับผู้ประกอบธุรกิจทุกเรื่องหรือไม่
ไม่ใช่ทุกเรื่อง มาตรา 29 ใช้เมื่อข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์เกี่ยวข้องกับการผลิต การประกอบ การออกแบบ ส่วนผสม การให้บริการ หรือการดำเนินการอื่น และศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงนั้นอยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของผู้ประกอบธุรกิจ
4. ศาลปกครองใช้กฎเรื่องคำแปลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่
ไม่ควรถือว่ามาตรา 46 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งใช้กับศาลปกครองโดยอัตโนมัติ เพราะศาลปกครองมีกฎหมายและระเบียบวิธีพิจารณาของตนเอง การเตรียมคำแปลควรพิจารณาจากระเบียบ คำสั่งศาล และแนวทางการดำเนินคดีของแต่ละสำนวน
5. หากอีกฝ่ายหรือผู้ขายต่างประเทศไม่ยอมส่งเอกสาร จะทำอย่างไร
ต้องพิจารณาว่าเอกสารอยู่ในความครอบครองของใคร คู่ความสามารถขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกเอกสารได้หรือไม่ และมีพยานหลักฐานอื่นใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงแทนได้เพียงใด การให้ทนายความดูแลคดีตั้งแต่ต้นจะช่วยวางแผนการขอเอกสาร การแปล และการนำสืบให้สอดคล้องกับกฎหมายวิธีพิจารณาของคดีนั้น
6. คำแปลเอกสารยื่นศาลต้องรับรองโดยโนตารีทุกฉบับหรือไม่
ไม่จำเป็นต้องรับรองโดยโนตารีทุกฉบับ ขึ้นอยู่กับประเภทเอกสาร คำสั่งศาล วัตถุประสงค์การใช้งาน และข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรแยกระหว่างคำรับรองความถูกต้องของคำแปล การรับรองลายมือชื่อผู้แปล และการรับรองนิติกรณ์เอกสาร ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกัน
7. ค่าแปลเอกสารประกอบคดีคิดอย่างไร
ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับภาษา จำนวนหน้า ปริมาณข้อความ ความซับซ้อนของศัพท์กฎหมาย ความเร่งด่วน และประเภทการรับรองที่ต้องใช้ หากมีเอกสารจำนวนมาก ควรส่งให้ทนายความหรือผู้รับผิดชอบคดีคัดเลือกเอกสารและส่วนที่จำเป็นต้องแปลก่อน เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายและลดการแปลเอกสารที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นในคดี
หมายเหตุ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลกฎหมายทั่วไป ไม่ถือเป็นคำปรึกษาทางกฎหมายสำหรับข้อเท็จจริงเฉพาะคดี การดำเนินการจริงควรตรวจสอบกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งศาล และเอกสารของแต่ละกรณีก่อน |
หากท่านมีเอกสารต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับคดีแรงงาน คดีผู้บริโภค หรือคดีปกครอง WPK ยินดีช่วยตรวจสอบขอบเขตงานแปล จัดทำคำรับรองผู้แปล และประสานงานเรื่องการรับรองเอกสารตามความจำเป็น หากต้องการให้ทนายความตรวจสอบและดูแลการเตรียม รวมถึงการยื่นคำแปลเอกสารให้สอดคล้องกับกฎหมายและขั้นตอนของศาลตั้งแต่ต้น สามารถติดต่อเพื่อประเมินข้อเท็จจริงและขอบเขตการดำเนินงานเป็นรายกรณีได้ สามารถทักแชตทางเว็บไซต์ หรือติดต่อผ่านช่องทางต่อไปนี้ (Line จะได้รับการตอบกลับรวดเร็วที่สุด) 📧 Email: info@wpk-notary.com 📍 Facebook: WPK Notary 📲 Line: @519clses |