พร้อมกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้องที่ผู้ประกอบการควรรู้
การเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทย ไม่ได้จบแค่การจดทะเบียนบริษัท
แต่ยังรวมถึงการปฏิบัติตาม กฎหมายแรงงาน (Labour Law Compliance) ซึ่งเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของนายจ้างโดยตรง
บทความนี้สรุป เอกสารแรงงานที่จำเป็น พร้อม กฎหมายที่ใช้อ้างอิงได้จริง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการวางระบบได้อย่างถูกต้องและลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
1. สัญญาจ้างแรงงาน (Employment Contract)
แม้กฎหมายแรงงานไทย ไม่บังคับให้สัญญาจ้างต้องทำเป็นหนังสือเสมอไป
แต่ในทางปฏิบัติ การมีสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดในการกำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
- มาตรา 575 – 586 (ลักษณะสัญญาจ้างแรงงาน)
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
- มาตรา 5 (นิยามนายจ้าง–ลูกจ้าง)
- มาตรา 11/1 (เงื่อนไขการทำงานต้องไม่ต่ำกว่ากฎหมายกำหนด)
เหตุผลทางกฎหมาย
สัญญาจ้างแรงงานที่เขียนไม่ชัดเจน ไม่ครบถ้วน หรือมีเงื่อนไขที่ขัดต่อกฎหมายแรงงานอาจก่อให้เกิดปัญหาในเชิง การบังคับใช้สัญญา (enforceability)อย่างมีนัยสำคัญ
ในทางกฎหมายแรงงานไทย หากเงื่อนไขในสัญญาจ้างกำหนดสิทธิหรือหน้าที่ของลูกจ้าง ต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด
เงื่อนไขดังกล่าวอาจถูกศาลวินิจฉัยว่า
- เป็นโมฆะเฉพาะส่วน (partially void), หรือ
- ไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้ (unenforceable)
โดยศาลจะใช้ บทบัญญัติตามกฎหมายแรงงานเป็นเกณฑ์แทน โดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจส่งผลให้นายจ้างต้องรับภาระมากกว่าที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น
นอกจากนี้ สัญญาที่ใช้ถ้อยคำกว้าง คลุมเครือ หรือเปิดให้ตีความได้หลายทาง มักถูกตีความ เป็นคุณแก่ลูกจ้าง ตามหลักการคุ้มครองแรงงาน ทำให้นายจ้างเสียเปรียบเมื่อเกิดข้อพิพาทในเรื่องดังต่อไปนี้
- ค่าจ้างหรือค่าล่วงเวลา
- การเลิกจ้างและค่าชดเชย
- การลงโทษทางวินัยหรือการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย
ยิ่งไปกว่านั้น การไม่มีสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร หรือใช้สัญญาที่ไม่สอดคล้องกับการทำงานจริง อาจทำให้นายจ้าง ขาดหลักฐานสำคัญ ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อพนักงานตรวจแรงงานหรือศาลแรงงาน
ดังนั้น การจัดทำสัญญาจ้างแรงงานที่
- สอดคล้องกับกฎหมายแรงงาน
- มีถ้อยคำชัดเจน ไม่กำกวม
- สะท้อนสภาพการทำงานจริง
จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเอกสาร แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการ จัดสรรความเสี่ยง (risk allocation) สร้าง ความแน่นอนทางสัญญา (contractual certainty) และลดโอกาสเกิดข้อพิพาทแรงงานในระยะยาว
2. ระเบียบ หรือ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน (Work Rules)
ข้อกำหนดตามกฎหมาย
นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องจัดทำ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เป็นหนังสือ และ ประกาศให้ลูกจ้างทราบ พร้อมทั้งจัดเก็บไว้ ณ สถานประกอบการหรือระบบที่เข้าถึงได้ง่าย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
- มาตรา 108 – ให้นายจ้างจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
- มาตรา 109 – กำหนดเนื้อหาขั้นต่ำของข้อบังคับ
- มาตรา 110 – การประกาศและบังคับใช้ข้อบังคับ
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 / 2025 (ใหม่)
- เพิ่มหน้าที่ให้นายจ้างส่ง แบบรายงานข้อมูลการจ้างงานและสภาพการทำงานต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นประจำทุกปีสำหรับสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ซึ่งรวมถึงการ รายงานข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและข้อมูลแรงงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กรมแรงงานสามารถกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เนื้อหาขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดให้มีในข้อบังคับ
- เวลาทำงาน และเวลาพัก
- วันหยุดและวันลา
- หลักเกณฑ์ค่าจ้างและค่าล่วงเวลา
- หลักเกณฑ์วินัยและโทษทางวินัย
- แนวทางการร้องทุกข์ / ช่องทางร้องเรียน
- การเลิกจ้าง เงินชดเชย และสิทธิอื่นตามกฎหมายแรงงาน
หน้าที่ “รายงานต่อกรมแรงงานทุกปี” (ตามกฎหมายใหม่)
นอกจากการจัดทำข้อบังคับแล้ว นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ยังมีหน้าที่ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 / 2025 ต้องดำเนินการดังนี้:
📌 ยื่นแบบรายงานข้อมูลการจ้างงานและสภาพการทำงาน
- เช่น แบบรายงานรายปี (Annual Employment Report / Form Kor Ror 11)
- รายงานนี้รวมถึงข้อมูลสภาพการจ้างงาน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และข้อมูลพนักงาน
- ต้องยื่นต่อ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ภายในเดือน มกราคมของทุกปี สำหรับปีก่อนหน้า
📌 ยื่น/แจ้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ
- หากมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
- นายจ้างต้อง แจ้งต่อกรมแรงงานพร้อมสำเนาข้อบังคับฉบับแก้ไข ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
📌 เก็บสำเนาข้อบังคับและหลักฐานการรายงาน
- เอกสารทั้งหมดต้องพร้อมแสดงต่อพนักงานตรวจแรงงาน
- หากไม่รายงานตามกำหนด อาจเข้าข่าย ฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน ซึ่งมีโทษปรับตามที่กฎหมายกำหนด
📌 หมายเหตุทางกฎหมาย:
การทำ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้ถูกต้อง และรายงานให้ครบถ้วนต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทุกปี ไม่ใช่แค่การทำตาม “แนวปฏิบัติ” แต่เป็น ข้อผูกพันตามกฎหมายแรงงานฉบับแก้ไขล่าสุด ที่ออกมาเพื่อเสริมความโปร่งใส และเพิ่มมาตรฐานการกำกับดูแลในสถานประกอบการอย่างจริงจัง
3. ชั่วโมงทำงาน วันหยุด และค่าล่วงเวลา
ชั่วโมงทำงาน วันหยุด และค่าล่วงเวลา เป็นประเด็นที่กฎหมายแรงงานกำหนดรายละเอียดไว้ค่อนข้างชัดเจน และเป็นอีกหนึ่งจุดที่มักก่อให้เกิดข้อพิพาทแรงงาน หากเอกสารของนายจ้างไม่สอดคล้องกับกฎหมายหรือสภาพการทำงานจริง
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
- มาตรา 23 – กำหนดชั่วโมงทำงานปกติ (ไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง และไม่เกินสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง เว้นแต่กรณีที่กฎหมายกำหนด)
- มาตรา 24 – กำหนดเวลาพักระหว่างเวลาทำงาน
- มาตรา 28 – วันหยุดประจำสัปดาห์
- มาตรา 61, 62 – ค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด
ข้อยกเว้นตามกฎหมายแรงงาน
กฎหมายแรงงานไทยรับรองว่า ลักษณะงานและประเภทธุรกิจบางประเภท
ไม่อาจใช้หลักชั่วโมงทำงานปกติแบบเดียวกับงานทั่วไปได้
ตัวอย่างเช่น
- งานบริหาร งานจัดการ หรืองานที่มีอำนาจตัดสินใจแทนนายจ้าง
- งานขาย งานที่วัดผลจากผลงานมากกว่าชั่วโมงทำงาน
- งานภาคบริการบางประเภท งานที่ต้องทำต่อเนื่อง หรือทำงานเป็นกะ
- ธุรกิจหรืออาชีพที่มี ประกาศกระทรวงแรงงาน กำหนดข้อยกเว้นเป็นการเฉพาะ
ในกรณีดังกล่าว กฎหมายอาจ ยกเว้นการจ่ายค่าล่วงเวลา หรือ อนุญาตให้ทำงานเกินชั่วโมงทำงานพื้นฐานได้ โดยต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
ประเด็นทางกฎหมายที่นายจ้างต้องระวัง
แม้จะมีข้อยกเว้นตามกฎหมาย แต่นายจ้างไม่สามารถอ้างข้อยกเว้นได้โดยอัตโนมัติ การยกเว้นค่าล่วงเวลาหรือกำหนดชั่วโมงทำงานพิเศษ
ต้องสะท้อนอย่างชัดเจนในเอกสารต่อไปนี้
- สัญญาจ้างแรงงาน, และ
- ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
หากเอกสารแรงงานไม่ระบุไว้ชัดเจน ศาลแรงงานอาจตีความว่าเป็นการจ้างงานทั่วไป และให้นายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าล่วงเวลาตามกฎหมายพื้นฐาน
📌 ดังนั้น ข้อกำหนดเรื่องชั่วโมงทำงาน วันหยุด และค่าล่วงเวลา ควรถูกออกแบบให้ สอดคล้องกับลักษณะงานจริง และมีความชัดเจนเพียงพอในเชิงการบังคับใช้ (enforceability) เพื่อป้องกันข้อพิพาทแรงงานในอนาคต
4. การเลิกจ้างและค่าชดเชย
การเลิกจ้างเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดข้อพิพาทแรงงานมากที่สุด โดยเฉพาะในกรณีที่ ไม่มีเอกสารแรงงานรองรับอย่างชัดเจน หรือเอกสารไม่สอดคล้องกับการทำงานจริง
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
- มาตรา 17 – กำหนดให้นายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าในการเลิกจ้าง เว้นแต่จะจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
- มาตรา 118 – กำหนดอัตราเงินค่าชดเชยตามอายุงานของลูกจ้าง
- มาตรา 119 – กำหนดกรณีที่นายจ้างสามารถเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เช่น กระทำผิดวินัยร้ายแรงหรือทุจริตต่อหน้าที่
ประเด็นทางกฎหมายที่มักเกิดปัญหา
ในทางปฏิบัติ หากนายจ้าง ไม่มีสัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบวินัยที่ชัดเจน การอ้างเหตุเลิกจ้างตามมาตรา 119 มักไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างเพียงพอ
ศาลแรงงานมักพิจารณาว่า
- นายจ้างได้กำหนดวินัยและโทษทางวินัยไว้ล่วงหน้าหรือไม่
- ลูกจ้างได้รับทราบข้อบังคับดังกล่าวแล้วหรือไม่
- การลงโทษหรือการเลิกจ้างเป็นไปตาม หลักความสมเหตุสมผล ทั้งเนื้อหาและกระบวนการ หรือไม่
หากเอกสารแรงงานไม่ชัดเจนหรือไม่มีอยู่จริง การเลิกจ้างอาจถูกวินิจฉัยว่าเป็น การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ส่งผลให้นายจ้างต้องรับภาระค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า หรือแม้แต่ค่าเสียหายเพิ่มเติมตามคำพิพากษาศาลแรงงาน
📌 ดังนั้น การจัดทำเอกสารแรงงานที่ชัดเจนและสอดคล้องกับกฎหมาย จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการ ลดความเสี่ยงข้อพิพาทแรงงาน
และช่วยให้นายจ้างสามารถบริหารการเลิกจ้างได้อย่างถูกต้องและบังคับใช้ได้จริง
5. เอกสารแรงงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
เอกสารที่กฎหมายไม่ได้บังคับตรงตัว แต่มีความสำคัญในเชิง risk allocation และ dispute prevention เช่น
- ข้อตกลงรักษาความลับ (NDA)
- นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
- บันทึกทางวินัย / หนังสือเตือน
- แบบฟอร์มการลา
กฎหมายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA)
ทางเลือกสำหรับธุรกิจเปิดใหม่: ชุดเอกสารแรงงานสำเร็จรูป
เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานได้อย่างถูกต้อง
เราให้บริการ ชุดเอกสารแรงงานสำเร็จรูป (Employment & HR Document Package)
✔️ จัดทำตามกฎหมายแรงงานไทย
✔️ โครงสร้างถูกต้อง ใช้บังคับได้จริง
✔️ เหมาะสำหรับบริษัทเปิดใหม่ / SME / Startup
✔️ ลดต้นทุนเมื่อเทียบกับการร่างเอกสารเฉพาะราย
ปรึกษาได้โดยการทักแชททางด้านขวา หรือตามช่องทางด้านล่างนี้นะคะ
📧 Email: wpk.notary@gmail.com
📍Facebook: WPK Notary
📲Line: @519clses